![]() |
|
Spaces home Kratae's WorldPhotosProfileFriends | ![]() |
|
|
August 22 แค้น..แค้น...แค้นจริงๆแล้วเรื่องนี้เคยบ่นไปเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้จะบ่นใหม่ อืมหืม...
คืองี้ วันนี้ต้องไปเสียค่าปรับหนังสือ 200 บาท.. ช่าย.... 200 บาท... ยืมหนังสือ 8 เล่มในวันเดียวกัน คืนเวลาเดียวกัน เลทเวลาเดียวกัน เพราะงั้น ควรจะต้องจ่ายค่าปรับที่มากเป็นพิเศษ เยี่ยม.... จริงๆค่าปรับมัน 240 บาทว่ะ แต่เจ้าหน้าที่เขาลดให้ ดีนะที่เป็นท่าพระจันทร์ ถ้าเป็นรังสิตน่ะ อย่าหวังไปเลย... นอกจากไม่ลดแล้วอาจจะมีด่าเพิ่มเติม
เหอๆ
รายงานเรื่อง "เยาวชนจีนกับการปฏิวัติวัฒนธรรม ปี 1966-1976" ส่งไปแล้วเมื่อวันพฤหัส .... เหมือนงานหนักจะเสร็จไปงานหนึ่ง แต่เมื่อมาเหลือบดูดีๆ เวร.... ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นตรูยังไม่ไปถึงไหนเลย....
เหมือนขึ้นจากกระทะร้อนในนรก มาลงกระทะร้อนใบใหม่เลยว่ะ
...โอย...โอย...โอย... นี่ดีนะ ที่หนังสือพิมพ์จะเสร็จแล้ว นี่ถ้าไปเสร็จเอาปลายเทอม ... มีหวังฉันอพยพย้ายถิ่นแบบไม่มีใครรู้เห็นแหงๆ
โอเค เข้าเรื่องบ่นหน่อย
เชื่อมั้ย? ญี่ปุ่นน่ะ นอกจากจะโชคดีเรื่องช่วงเวลาของเศรษฐกิจแล้ว ยังมีมาตราการยกระดับการศึกษาที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย คือ ตั้งแต่การปฏิวัติเมจิ (ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ 2 ..โทษที จำปีไม่ได้) การศึกษาก็เป็นที่สนใจของรัฐบาลอย่างยิ่ง และยิ่งหลังการแพ้สงครามในปี 1945 ญี่ปุ่นก็เร่งการพัฒนาประเทศในทุกๆด้าน โชคที่ดีที่สุดคือ ผู้คนที่เกิดในยุค baby boom ของญี่ปุ่นได้รับการศึกษาอย่างเต็มที่ เพราะงั้น ช่วงเวลาที่คนเหล่านี้โตขึ้นเข้าสู่ภาวะวัยทำงาน ประเทศญี่ปุ่น จึงมีลักษณะ แบบ พร้อมทั้งคน และมีทั้ง skill ในช่วงเวลายุค 50-60 นั่นคือช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นรุดหน้าสูงสุด (ปัจจัยอื่นๆเช่น การไร้คู่แข่งทางเศรษฐกิจ นโยบายอเมริกาต่อญี่ปุ่น ราคาน้ำมันถูก ฯลฯ มันก็มีนะ แต่ไปหาอ่านเอาเองล่ะกัน)
ทีนี้ ประเทศไทยก็มีเหมือนกัน ช่วง baby boom น่ะ
แต่.... วิ้ว.... ไทยเรามีลักษณะที่ว่า มีกำลังคน แต่ขาด skill ว่ะ
คือ ญี่ปุ่นเขาเข้าใจว่า ภาษาเป็นกำแพงในการเรียนรู้ (อาจรวมถึงความรู้สึกชาตินิยมด้วบล่ะมั้ง) เพราะงั้นตำราต่างๆถึงถูกแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น เป็นจำนวนมหาศาล ส่วนของไทยรึ? ฮ่าๆๆๆๆๆ
เอาตัวอย่างง่ายๆนะ
แบบรายงานเรื่องการปฏิวัติวัฒนธรรมจีนที่เพิ่งส่งไปของฉันน่ะ ทำมาตั้งนานแล้ว ใช้ตำราไทยเยอะมาก คือประมาณ 8 เล่ม เพราะมันมีแค่นั้นแหละ ประวัติศาสตร์จีนช่วงนั้น แถมต้องไปค้นในหนังสือเล่มอื่นๆ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เขียนเป็นตำราเฉพาะ ซึ่งโอเค ฉันก็ มีแค่นั้นแค่นั้น เอาแค่นี้ล่ะกัน ขี้เกียจถ่อสังขารไปจุฬาล่ะ เบี่ย... ถือนี้ ขณะที่ทำๆไป มีอยู่หน้าหนึ่ง ใช้เวลาเขียนทั้งสิ้น 1 อาทิตย์เต็มๆเลย เพราะมันเป็นแบบวิเคราะห์ ไม่ใช่จับท่อนไหนในหนังสือแล้วก็ก๊อบมาวางเหมือนรายงานตอนม.ปลายอีกแล้ว แล้วมันก็วิเคราะห์ค่อนข้างยาก คือ สภาพจิตใจของเยาวชนจีน ในช่วงก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม การเข้าครอบงำโดยรัฐ ผ่านการศึกษาและการเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ในแบบสังคมคอมมิวนิสต์
.................เขียนยากเหี้ยๆ ให้ตายเหอะ
...ทีนี้ เมื่อจันทร์ที่แล้ว ระหว่างก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเข้าไป ก็เกิดอารมณ์เบี่ยๆ เลยเดินตุบัดตุเป๋ไปดูชั้นหนังสือประวัติศาสตร์จีนภาษาอังกฤษ ...........................................เชื่อมะ? มีหนังสือภาษาอังกฤษว่าด้วยการปฏฺวัติวัฒนธรรม ยกชั้นเลย!!!!!!!!!!!!!!!! คือ มีเป็นสิบเล่มเลยอ่ะ
แล้วเรื่องที่ฉันวิเคราะห์เอาไว้ โทษที.... เขียนไว้ในหนังสืออย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง .....................คือ ยืนมือสั่นหน้าชั้นหนังสืออ่ะ นี่ฉันเสียเวลาเป็นอาทิตย์ด้วยตำราภาษาไทย ทั้งๆที่ตำราภาษาอังกฤษก็มีอย่างนั้นเหรอ? โอเค.. ช่ายฉันยอมรับว่า ทำไมถึงไม่ไปดูชั้นภาษาอังกฤษตั้งแต่ต้น ก็เพราะว่าแค่รายงานญี่ปุ่นที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งดุ้นก็จะตายแล้ว แล้วยิ่งความสามารถภาษาฉันมันติดลบอยู่ด้วย.. รายงานประวัติศาสตร์จีนก็เลยเลี่ยงมันซะงั้น
ทำไมล่ะ? ทำไม? ในขณะที่ประเทศนี้เรียกร้องให้นศ.ผู้เป็นอนาคตของชาติอย่างที่พวกคุณมอบหมายมาเนี่ย เรียนให้ดี ให้ตั้งใจ ให้มีประสิทธิภาพ แต่พวกคุณไม่มีการสนับสนุนให้คุ้มค่ากับความหวังเหล่านี้ ในขณะที่การศึกษาประวัติศาสตร์จีนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมเป็นเรื่องใหญ่ของชาวตะวันตก มีการค้นคว้า วิจัย ผลิตตำราออกมานับสิบๆเล่ม แต่ประวัติศาสตร์จีนในไทย กลับไม่มีเรื่องนี้เขียนเป็นจริงเป็นจัง กลับเป็นแค่สิ่งที่สอดแทรกอยู่ในตำราเล่มใหญ่หนาสี่พันหน้าของทวีป วรดิลก!!!!!!
พวกคุณที่พร่ำบอกว่า นศ.ใช้ภาษีประชาชนในการเรียน และจ่ายค่าเล่าเรียนเพียงแค่ 10% เท่านั้น ควรจะร่ำเรียนให้คุ้มค่าภาษาประชาชน ...ดิฉันอยากเรียนนะ ให้ตายเหอะ อยากมากเลย แต่ช่วยทำอะไรในการเรียนให้มันดีขึ้นกว่านี้ได้มั้ยวะ? หา? หา? หา?
ประเทศที่ละเลยช่วงเวลาที่คุ้มค่าทางการลงทุนในทรพยากรมนุษย์ช่วงยุค 60-70 ไปแล้ว ก็ยังไม่ได้มองบทเรียนนี้เลยซักนิด ในปัจจุบัน เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ถูกละเลยอยู่นั่นแหละ ..นั่นก็คือการศึกษาของประเทศที่ย่ำต๊อกอยู่กับที่ สมมั้ย? สมน้ำหน้ามั้ย? ถ้าคนเก่งๆจะอพยพไปอยู่เมืองนอกน่ะ? หา?
อีกเรื่องหนึ่ง รถตู้
..ฉันเรียน 11 โมงใช่มะ? แต่ต้องออกจากหอตั้งแต่เก้าโมง เพราะต้องไปรอรถ ......บางที มันก็ไม่มีว่ะ รถน่ะ ................................................มันไม่อยากให้ฉันไปเรียนทันสินะ? จริงมั้ย?
นี่...มองเห็นรึเปล่า? การบริการเล็กๆน้อยๆมันเป็นเรื่องสำคัญของการเรียนนะ
หรื่ออย่างค่าปรับหนังสือก็เหมือนกัน ..........................renew แล้วนะโวยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ทำไมไม่ขึ้นวะ? ไม่เข้าใจ โดนปรับตั้ง 200 มันเยอะนะสำหรับนศ.จนๆอย่างฉันน่ะ นี่มันสนับสนุนให้เรียนตรงไหน? ไม่เข้าใจ ไม่ได้เอาไปขายเอาไปให้เช่าซะหน่อย ไม่เข้าใจ? มันก็อยู่ตรงนี้แหละ เอาไปทำรายงานตามแบบที่คุณต้องการไง? เรียนแบบเต็มที่ทุ่มสุดตัว แต่คุณก็ไม่สนับสนุนงั้นเหรอ? นศ.ยืมสูงสุดได้แค่ 2 อาทิตย์ ? พระเจ้า? สองอาทิตย์มันจะไปพออะไรวะ? สำหรับวิชาแบบประวัติศาสตร์วิเคราะห์เนี่ย? หา? ไอ้ด้วยเหตุผลที่ว่า "เพราะต้องการให้นศ.หมุนเวียนในห้องสมุด จะได้แบ่งให้คนอื่นอ่านเยอะๆ"
...... เป็นเหตุผลที่....จี๊ดดดดดดดด
ถ้าคุณอยากจะแก้ไขปัญหานี้ คุณก็เอาหนังสือเข้าห้องสมุดเยอะๆสิวะ!!!!! นศ.จะได้มีหนังสือเรียน ไม่ใช่มีอย่างละเล่ม อย่างละเล่มแบบนี้ หนังสือที่บาง class ต้องใช้เยอะ มีคนอยู่ร่วมยี่สิบคน แย่งหนังสือ 3 เล่มจนแทบจะตบกันอยู่แล้วเนี่ย... มันดีตรงไหนวะ? หา?
เนี่ยนะ มหาวิทยาลัยอันดับ 2 ของประเทศ ................................ยังมีหน้ามาบ่นว่านศ.ไม่เรียนให้คุ้มค่าภาษีประชาชน ...เหอะ เหอะ เหอะ ........ คุณก็ทำภาษีประชาชน ให้มันมีประโยชน์กว่านี้สิ
..........................แค้นเฟ้ย!!!!!!
ps. space ฉัน มีคนเข้ามาอ่าน 2 วัน 30 คลิ๊ก......ใครเหรอ? ...................................................................................*พิมพ์ด่าไปแล้ว แต่ลบออก ขี้เกียจมีเรื่อง* =A=" เฮ้อ............ เอาเถอะ ถือว่า .....ตรูมีคนอ่านแบบไม่แสดงตัวตนล่ะกัน
August 18 โรคมารูโจ้มีบ้างเป่า แบบว่า เวลางานยุ่งๆจนอยากจะหอบผ้าหอบผ่อนหนีตามฮยอนจุง (... มะช่ายล่ะ) หนีไปที่อื่นไกล๊ไกลซักพักน่ะ มันจะเกิดอาการสติแตกนิดๆ
ของเราน่ะ ช่วงนี้เป็นบ่อย
ตัวอย่างเช่น
1. เทเม็ดมารูโจ้ลงบนจาน แล้วก็นั่งนับ ด้วยความอยากรู้ว่ามันมีกี่เม็ดใน 1 ถุง... (ตอบ ... 29 เม็ด... และขอบอก สองถุงไม่เท่ากันว่ะ ... บางถุงแค่ 25 เม็ดเอง ..ไม่คุ้มนะเนี่ย)
2. นั่งหาคลิปแปลกๆดูทั้งที่ร้อยวันพันชาติไม่เคยสนมันเลย (เช่น เมื่อวานนั่งดูรัตนโกสินทร์ทาง youtube ไปสองตอนตอนตี 3 ... ทั้งๆที่ถ้าไม่ทำงานก็น่าจะหลับนะเนี่ย.. =A=")
3. เล่นโยคะ..... - -" .... แบบมั่วได้ด้วยตนเอง ... ทั้งที่ร้อยวันพันชาติไม่เคยลองมันเลยนะเนี่ย...
... เจ็บชิบหาย...
4. เปิดเพลงดังๆแล้วเต้น (....... ทีหลังต้องเลี่ยงกระจกล่ะ... เพราะถ้าเผลอมองกระจกแล้วก็สะดุ้งโยง.. ใครวะนั่น.. อีบ้าที่ไหนน่ะ?)
5. เหม่อมองรอบกายพลางรำลึกความหลัง (..."โห..... รู้สึกเหมื่อนเพิ่งเข้าอนุบาลเชียงใหม่เลย ... แหม ตอนนั้นอาจารย์ใจดี๊... ใจดี มีแต่กินกับนอนทั้งวันเยยยยย"....)
6. โทรหาเพื่อนเก่า...
( "แกๆ ว่างมั้ย?"
"ไม่ว่างว่ะ"
"เออ.. ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร คืองี้นะ.."
"เฮ้ย... กรูบอกว่าไม่ว่าง..งานแม่งเยอะชิบ"
"เอ่อน่ะ กรูก็ไม่ว่างเหมือนกัน งานกรูก็ยังไม่เสร็จเลย แต่ตอนนี้เมิงมาเมาท์กับกูเป๊บน่ะ.. คืองี้นะ..."
"... --___--"")
7. กวาดห้อง ถูห้อง ล้างห้องน้ำ ล้างจาน ซักผ้า เซ็ดรองเท้า รีดผ้า.. คือ งานบ้านที่แม่งปกติขี้เกียจตายชักดันเสือกขยันตอนจะส่งงาน.. ฮ่าๆ
8. แปลงเพลงที่ได้ยินจากวิทยุ เช่น "รู้ใช่มั้ยว่าฉันรักเธอเท่าไร?" = "รู้ใช่มั้ยว่าฉันใกล้ตายแค่ไหน?" แล้วก็ฮัมมันไปได้เป็นชั่วโมง
9. กินไม่บันยะบันยัง...โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยวที่โคดจะแดกมันเข้าไป ทั้งที่ปกติไม่ชอบกินซะหน่อย........... แต่... ทำไมน้ำหนักลดวะเนี่ย
10. กินเสร็จก็ พับถุงขนมเล่น... (วิ้ว...วิ้ว...... อุ๊ย... ดูสิ เค้าพับเป็นเรือได้ด้วยนะ...)
ไม่นะ ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
................................................................................ช่วยด้วย.... ฉันประสาทไปแล้ว...
August 16 สิ่งมหัศจรรย์อันดับที่ 8 ของโลก!!!!!ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกถึงมีแค่ 7 อันดับนะ
แถมโหวตใหม่เป็นรอบๆ โดยไม่คำนึงถึงประเทศที่มีประชากรสูงจะได้คะแนนสิ่งมหัศจรรย์ในพื้นที่เยอะ
แต่ถ้ามีการโหวตใหม่ ฉันจะลงคะแนนให้ไอ้นี่ 1 คะแนนแหละ
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด
YOUTUBE
มีทั้งซีรีย์จีน แบบ กระบี่เย้ยยุทธจักร มังกรหยก (ภาคเอี้ยก้วย ก๋วยเจ๋ง เตียบ่อกี้) เซียวฮื้อยี้ (ทั้งหมดพากย์ไทยนะท่าน)
ซีรีย์เกาหลี coffee price, wich yoo hee, My name is kim sum som (มีทั้งภาษาอังกฤษและไทย)
หนังจีน แบบ farewell my concubine, only love, lover in concento
ที่น่าตกใจที่สุด
มีละครไทยสมัยข้าเจ้ายังเด็กด้วย!!!!!!
ดาวพระศุกร์, ร่มฉัตร, คือหัตถาครองภิภพ, รัตนโกสินทร์, สายโลหิต, .... แล้วอะไรอีกวะ ..
สรุปคือ เยอะอ่ะ
คือ ที่น่าตกใจ ... แบบว่า...เฮ้ย...เฮ้ย...เฮ้ย...
ดาวพระศุกร์เวรอ์ชั่นกบ สุวนันท์เนี่ยนะ?????
(ชอบเหรอ? ชอบสิ น้ำเน่าใช่มะ? ช่ายยย... แล้วยังจะดูอีก??? แหงล่ะ....แล้วพวกแกไม่ดูรึไง????หา????)
โอวววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววว
YOUTUBE จงเจริญ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! August 13 เหนื๊อ...เหนือ...วันนี้เรียนวิชาเขียนข่าว... ชักรู้สึกว่าคะแนนมันขึ้นๆลงๆยังไงก็มะรุ... เล่นหักทีละ 2 คะแนนมันจะเหลืออะไรล่ะเนี่ย.. =A="
ยิ่งหลังๆเกิดอาการ"แอนตี้" ข่าวสาร ไม่ยอมแม้แต่จะอ่านหนังสือพิมพ์จริงๆจังๆ เพราะเกลียดการเขียนข่าวขึ้นสมอง ...
เด็กชะมัดเลยชั้น
.... อืม... ต้องขยันกว่านี้ซะแล้ว
ทีนี้ ตอนเรียนเขียนข่าว ก็นั่งติดกับน้องสองคน
เพิ่งรู้วันนี้แหละว่าน้องเขาก็คนเหนือเหมือนกัน .. แฮ่...
เป็นคน แพร่ กับ คนน่าน
น้องเขาถามว่าเราอู้คำเมืองได้มั้ย? แสนจะอับอายขายขี้หน้าเมื่อบอกว่า "พูดได้นิดหน่อย.."
ก็แหม... ฉันน่ะลูกครึ่ง
จริงๆนา...
ลูกครึ่งอโยธยา ล้านนาประเทศ ...ฮ่าๆๆๆ
เอ๊า... เมื่อก่อนน่ะ เขาถือเป็นลูกครึ่งจริงๆนา .. เพราะเขาเป็นคนละอาณาจักรกัน...
จริ๊งงงงงงง
เพราะงั้น เนื่องจากบ้านฉันมีพ่อเป็นคนไทยแท้ แม่เลยไม่พูดคำเมืองที่บ้าน เพราะกลัวพ่อฟังไม่รู้เรื่อง ฉันก็เลยพูดไม่ได้
ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่เป็นเรื่องจริงนา...
ทีนี้ เข้าเรื่องดีกว่า
น้องเขาบอกว่า คำเมืองของเชียงใหม่ฟังดูเพราะดี แล้วเราก็บอกว่า ของแพร่น่ะ เร็วจี๋... ฟังไม่ทัน
เหอๆ
ก็แน่ล่ะ เพราะว่าทั้งสองแห่งมันคนละพวกกัน...
มันเป็นยังงี้
ดินแดนล้านนาโบราณแบ่งเป็นสองส่วน คือ ล้านนาตะวันตก และล้านนาตะวันออก
ล้านนาตะวันตก ได้แก่ เมืองเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง (นับตามที่ตั้ง 3 แอ่ง คือ แอ่งเชียงใหม่ แอ่งเชียงราย แอ่งลำปาง)
ล้านนาตะวันออก ได้แก่ แพร่ และน่าน
ส่วนใหญ่ประวัติศาสตร์ล้านนาที่พวกเราคุ้นๆกัน คือ ประวัติศาสตร์ล้านนาตะวันตก อย่าง หริภุญชัย เขลางค์นคร หรือนครเชียงใหม่ เพราะประวัติศาสตร์ล้านนาเขียนตามศูนย์กลางการปกครอง คือ เชียงใหม่ ส่วน แพร่และน่าน เมื่อถูกรวมเข้ากับล้านนาเชียงใหม่เมือสมัยล้านนารุ่งเรือง คือ หลังจากที่ก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ได้ประมาณ 145 ปี (โปรดสังเกต แพร่และน่านไม่ได้รวมกับเชียงใหม่มาตั้งแต่ต้น) คือ สมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นยุคทองของล้านนา สามารถแผ่ขยายอาณาจักรไปได้อย่างกว้างขวาง ก่อนยุติยุคทองเมื่อเสียเอกราชให้แก่พม่า (ซึ่งในความคิดของคนสมัยก่อน การเสียดินแดนไม่ใช่เรื่องสำคัญ คำว่าเอกราชอำนาจอธิปไตยเพิ่งมีขึ้นไม่กี่ร้อยปีมานี้เอง แต่คนสมัยก่อนนับเรื่องการเสียจำนวนคนปกครองมากกว่า เพราะเขตแดนยังไม่มีการขีดเส้นชัดเจน แต่คนต่างหากคือกำลังพลที่ใช้ได้จริง เพราะงั้นจึงมีการกวาดต้อนคนไปมากมาย ..อันนี้เล่าเสริมเฉยๆ)
ทีนี้ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองแพร่ค่อนข้างศึกษาลำบาก เพราะไม่มี "พื้นเมือง" หรือ ตำนานเมืองแพร่ ต่างจากส่วนอื่นๆของล้านนาที่มีการจดบันทึกพื้นเมืองในลักษณะของตำนวน ซึ่งอาจจดบันทึกในคุ้ม (วัง) หรือวัด ซึ่งพระเป็นผู้จด โดยตำนานที่วัดเป็นผู้จดนั้น จะเรียกว่า "ตำนานฝ่ายวัด" เช่น ตำนานพระธาตุ เนื้อหาจะกล่าวถึงการสถาปนาพระพุทธศาสนา ส่วน "ตำนานฝ่ายเมือง" จะให้ความสำคัญต่อกษัตริย์และราชวงศ์ท้องถิ่น
ซึ่งในแพร่นั้น ค้นพบแต่ตำนานฝ่ายวัดเท่านั้น โดยมีตำนานพระธาตุช่อแฮ่เป็นตำนานที่สำคัญในการศึกษา
จากหลักฐาน จะพบว่า เมืองแรกที่กำเนิดในพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำยม มีชื่อว่า "เมืองพลรัฐ" ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 7 เป็นเมืองรูปหอยสังข์ ตั้งอยู่ริมน้ำยมในตัวเมืองแพร่ปัจจุบัน สามารถมองเห็นร่องรอยได้จากภาพถ่ายทางอากาศ
ต่อมา ชื่อของ เมืองพลนคร ค่อยๆหายไป โดยมีชื่อของ เมืองแพล เข้ามาแทน ต่อมา เริ่มเขียนชื่อ แพล เป็น แพล่ ในจารึกที่ทำขึ้นในปี 1935
เหตุที่ชื่อมีการเปลี่ยนแปลง เพราะ มีการสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุบนดอยช่อแพร เมื่อพระธาตุช่อแพรเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมือง ก็มีการเปลี่ยนชื่อเมืองตามชื่อพระธาตุ
โดยชื่อ ดอยช่อแร หรือ ช่อแฮ หรือ ช่อแพร่ ในคำเมือง "แร" ออกเสียงเป็น "แฮ"
คำว่า แร หมายถึง ผ้าแพร ช่อ คือธงขนาดเล็ก รวมแล้ว ช่อแร คือ ธงที่ทำด้วยผ้าแพร ดอยช่อแร เป็นดอยเก่าแก่ในพลนคร เมื่อจุพระธาตุบนดอยจึงเรียกว่า พระธาตุช่อแฮ ตามชื่อดอย
และต่อมา คำว่าแพล่ ก็เปลี่ยนเป็นแพร่
เพราะเมื่อก่อน ใช้แต่ตัว ล สะกด เท่านั้น บางครั้งก็เขียนว่า "แพ่" ในคัมภีร์ใบลาน แพลจึงออกเสียงเป็นแพล่ และคนในท้องถิ่นก็เรียกตัวเองว่า คนแป้ ซึ่งต่อมา คำว่า แพล่ ก็กลายเป็นแพร่
ดังนั้น คำว่าแพร่ ของ จังหวัดแพร่ จึงแตกต่างจากความหมายที่คนไทยรับรู้ คือ กระจายออกไป แพร่ออกไป แต่หมายถึง ผ้าแพร และนัยยะของการเคารพพระศานาในเมืองแพร่
................................ จริงๆอยากเขียนเรื่องน่านอีกนิด แต่ต้องไปทำงานล่ะ เหอๆ
ทีนี้ ความคิดส่วนตัวของฉันก็มีอยู่นิดหน่อย
คือ ที่พวกเราชาวเหนือแตกต่างกันน่ะ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากๆ
จริงๆ นะ
เพราะมันแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มคน เพราะงั้นฉันถึงชอบฟังคำเมือง แต่จะให้พูดมันค่อนข้างเขิน กลัวพูดผิดว่างั้นแหละ สำเนียงมันประหลาดๆน่ะ
เวลากลับบ้าน ตอนนั่งรอเครื่องอยู่ ก็เริ่มได้ยินเสียงคนอู้คำเมือง มันรู้สึกยินดีแบบประหลาด
คงเหมือนเวลาคนไปต่างประเทศแล้วได้ยินภาษาไทยนั่นแหละ
แต่.... หลายๆคนที่มาจากท้องถิ่นที่ต่างกัน กลับไม่ได้...อืม... ชื่นชอบกับท้องถิ่นของตัวเองซักเท่าไร
และยังไม่ค่อยจะรับรู้ความภาคภูมิใจของท้องถิ่นของตน
อย่างความเป็นเหนือ ก็โดนกลืนเป็นไทยหมดแล้ว... เรื่องดีๆหลายๆอย่างในท้องถิ่นถูกทำลาย แล้วกลายเป็นการจัดการโดยรัฐูศูนย์กลางซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯนู้นแน่ะ
อย่างเช่น ระบบฝาย ในเมืองเหนือ จำเป็นต้องมีการดูแลเป็นเจ้าฝาย หรือ หัวหน้าฝาย เป็นระบบการจ่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพของเมืองที่อยู่ในที่สูง เมื่อมีการจัดการน้ำ ย่อมการให้เกิดชุมชนที่มีประสิทธิภาพ ระบบฝายจึงเป็นระบบที่ช่วงเมืองเหนือดำรงเป็นรัฐได้หลายร้อยปี
แต่เมื่อการปกครองสมัยใหม่ ระบบข้าราชการ เข้าไปจัดการ ฝายจึงไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป
... แล้วตอนนี้เป็นไง น้ำท่วมเมืองเชียงใหม่ แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ...(ง่ะ อุตรดิตถ์ ไม่ใช่ล้านนานี่หว่า... รู้สึกจะเป็นไทยใหญ่รึไงเนี่ย...ไม่แน่ใจนะ แต่ไม่ใช่เมื่องในอาณาเขตล้านนาอ่ะ)
คือ การละภูมิปัญญา ความคิด ทัศนะคติของท้องถิ่นมันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่หลายๆด้าน
กระบวนการรวมประเทศให้ทั้งหมดเป็นไทย ก็เป็นกระบวนการทำลายท้องถิ่นอยู่หลายอย่าง
และนอกจากนี้ การที่มนุษย์ก้าวไกล วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ก็ยิ่งทำให้ความเป็นท้องถิ่นมันหดหาย
อย่างที่อาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม บอกว่า "หมู่บ้านจัดสรรน่ะ คอกสัตว์ชัดๆเลย"
.............................................................
............................................
.........................เพิ่งนึกขึ้นมากได้
บ้านฉันก็ "คอกสัตว์" นี่หว่า...
ps. ถือโอกาสทวนประวัติศาสตร์ล้านนาไปในตัว อิ อิ ........ แต่เราไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ภาคอื่นหรอกนะ ของภาคใต้รู้แค่ช่วงถูกกลืนเข้ากับไทย ส่วนอีสานยิ่งแล้วใหญ่ เพราะ...อืม.... อีสานเพิ่งเป็นระบบนครรัฐตอนไทยตีลาวช่วงรัชกาลที่ 3 แล้วกวาดคนเข้ามาในพื้นที่นั้น .... ประมาณนั้น.... ถ้าเก่ากว่านั้นก็บ้านเชียงล่ะมั้ง... เป็นพื้นที่ที่ศึกษาลำบากน่ะ)
ps2. ยิ่งเขียนยิ่งคิดถึงบ้านอ่ะ ...งื้อ....
August 10 อัปลักษณ์สิ้นดีส่วนตัวแล้วเราเชื่อว่ามนุษย์มีทั้งส่วนดีและส่วนไม่ดีนะ
ส่วนที่ดีของมนุษย์ฉันเห็นมันอยู่ทุกวัน ถ้าอยากจะเห็น แค่มองไปตามท้องถนนก็เห็นภาพแม่จูงมือลูก หรือว่าภาพคนรักเดินจูงมือกัน นั่นทำให้หลายๆคนยิ้มได้
แต่ส่วนที่เลวร้าย ถึงขั้นอัปลักษณ์ มันมีอยู่จริง ถึงจะเห็นได้ไม่ง่ายนัก แต่มันก็มีอยู่จริง
มันมองไม่เห็น แต่มันก็มีอยู่ทุกที่
ตอนนี้กำลังทำรายงานประวัตฺศาสตร์จีน "ช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม" เป็นช่วงเวลาที่น่าขนลุกและน่าสยดสยองมากมาย แทบไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวอย่างนี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่เก่าแก่ มั่งคั่งด้วยวัฒนธรรม อุดมด้วยปรัชญาชีวิตที่คนนับล้านล้วนศึกษา
แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอย่างแท้จริง และเกิดอย่างยาวนานด้วย
การปฏิวัติวัฒนธรรม คือ อะไร?
คำถามนี้เป็นคำถามเดียวกับที่อาม่า (อาจารย์สอนประวัติศาสตร์จีน) เป็นคนถาม ... และฉันตอบไม่ได้ .. ไม่เชิงไม่ได้หรอก แต่เท่าที่ฉันเข้าใจมันจะเหมือนกับที่อาจารย์ต้องการฟังรึเปล่า? และแทบไม่น่าเชื่อ ว่าเรียนเรื่องนี้กันมาตั้งนาน แต่ก็ไม่มีใครให้นิยามหรือความหมายของคำว่า "ปฏิวัติวัฒธรรมใหญ่ของชนกรรมชีพ" ได้เลย
แม้แต่ในหนังสือ ก็มีคนให้นิยามมันได้น้อยมาก
เพราะงั้นก็อธิบายไปตามที่ตัวเองเข้าใจ เหอๆ ไม่รู้ว่าถูกใจรึเปล่าเพราะตอนนั้นเวลาหมดพอดี เลยไม่รู้ว่าอาจารย์จะบอกว่าถูกรึเปล่า
การปฏิวัติวัฒนธรรมในปี 1966-1976 คือ นับต้องแต่เหมาเจ๋อตุงประกาศสนับสนุนหนังสือพิมพ์กำแพง (ต้าจือเป้า) โจมตีเหล่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยปักกิ่ง จนถึงช่วงเวลาที่แก๊ง 4 คนถูกจับกุมดำเนินคดี รวมเวลาทั้งสิ้น 10 ปี การปฏิวัติวัฒนธรรมนี้สร้างความปวดร้าวให้กับประเทศจีนอย่างมากมาย ยิ่งกว่าการทำลายล้างของญี่ปุ่น หรือสงครามกลางเมืองระหว่างคอมมิวนิสต์และก๊กมินตั๋งเสียอีก
ดังนั้น การปฏิวัฒนธรรม ก็คือ หายนะในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์จีน
ตามนิยามที่เข้าใจ การปฏิวัติวัฒนธรรม คือ การพยายามดึงอำนาจของเหมาเจ๋อตุงให้กลับคืนมาสู่มือของตน จากการสูญเสียในช่วงเวลาการก้าวกระโดดไกล ซึ่งเป็นนโยบายที่ผิดพลาดของท่านประธานเหมา ทำให้เหมาเจ๋อตุงต้องลดอำนาจของตัวเองลง ไม่มีอะไรอยู่ในมืออีกทั้งที่มีตำแหน่ง แต่ก็เป็นแค่ตำแหน่งลอย ไม่มีอำนาจในการบริหารอย่างเต็มที่ อำนาจภายในพรรคคอมมิวนิสต์หลังการก้าวกระโดดไกลตกอยู่ในมือของสองผู้นำ คือ หลิวเซ่าฉี และเติ้งเสี่ยวผิง
สิ่งที่เหมาเจ๋อตุงมีอยู่อย่างเดียว คือ มวลชน
เพราะมวลชนชาวจีนในตอนนั้นนับถือเหมามาก ทุกอย่างในประเทศจีนล้วนมีเหมาเกี่ยวข้อง ข้างฝาผนังมีรูปเหมา ที่หัวมุมถนนมีป้ายเหมา ที่ธนบัตรมีหน้าเหมา ทุกอย่างล้วนเป็นเหมา ตอนเช้ามีการร้องเพลงสรรเสริญเหมา ตอนกลาววันมีหนังสือของเหมา ตอนเย็นฟังวิทยุของเหมา ทุกอย่างคือเหมาเจ๋อตุง
เพราะฉนั้น มวลชนจึงกลายเป็นทาสของเหมา
และคนที่ได้รับผลกระทบ .... ไม่สิ ... คนที่เรียกได้ว่าคือ ผลผลิตของลัทธิเหมาเจ๋อตุง คือ กลุ่มเยาวชนผู้เกิดหลังยุคสงครามกลางเมือง
พวกเขาไม่เคยสัมผัสสงครามกลางเมือง พวกเขาไม่เคยรับรู้ว่าก่อนหน้าเหมานั้นมีอะไร คนจีนเคยนับถืออะไร บรรพบุรุษเคยกราบไหว้อะไร แม้จะมีวัฒนธรรมเก่าๆที่ยังคงอยู่ แม้จะมีพ่อแม่ที่ควรให้ความเคารพอยู่ในบ้าน แต่เนื้อสิ่งอื่น |